ดองนานมากแล้ว 

จขบ.ชื่อ โยชิ โยช โญฌ อะไรก็แล้วแต่ เพิ่งขึ้นปีสี่ เอกภาษาบาลีและสันสกฤต เอาของดีมาฝาก ได้ไอเดียจากศัพท์สี่หน้าของคุณครูสมศรี แล้วอยากทำบ้างจัง

ที่ทำเอาไว้เป็นศัพท์บาลีสี่หน้า รวม 202 คำ (จริงๆมากกว่านั้นนะ) คิดว่าก่อนสอบลองทบทวนคำ อาจจะไม่เจอในข้อสอบทั้งหมด แต่อาจเป็นประโยชน์กับการอ่านวรรณคดี (หรือตั้งชื่อลูก 5555555555555)

 

<<<ศัพท์บาลี2.pdf>>>

 

 

หากท่านผู้รู้พบจุดผิดพลาดกรุณาแจ้งให้ทราบ จะได้แก้ไขต่อไปครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

 

ขอขอบคุณที่ครูสมศรีทำเป็นแนวนะครับ

ขอขอบคุณฟอนท์ของกองบาลีสนามหลวง

edit @ 23 Jun 2017 22:32:22 by Ben Rookie kun

edit @ 23 Jun 2017 22:33:06 by Ben Rookie kun

ปิดเทอมแล้ว จะมาเมาท์วิชาบลาๆที่ลงเทอมนี้ให้ฟัง
เทอมนี้ (หรือเทอมที่แล้ว?) 1/2559 เนี่ย ลง 7 วิชา ในเอกตัวเองก็ 4 ตัว นอกเอกอีก 3
คือ Sanskrit reading 1, Pali reading 1, Hindi read/writ, Hindi Lit History;
German Beginner 1, Grammar system แล้วก็ Sound system
ไม่มีวิชาไหนเป็น gen-ed เลย
 
*คือเขียนจนจบแล้วรู้สึกตัวเองจำสัดส่วนคะแนนอะไรไม่ได้เลย งั้นขอข้ามหัวข้อนี้ไปนะ
*อย่าหวังข้อสอบที่เป็นข้อกาใดๆจากคณะอักษรฯ
 
#Sanskrit Reading 1 ซึ่งเป็นตัวบังคับเอก เรียน 3 คนแน่ะ เทอมนี้เจอ text เรื่อง นโลปาขยานัม (เรื่องเดียวกันกับพระราชนิพนธ์ของ ร.6 แต่ท่านทรงแปลจากภาษาอังกฤษอีกที) อาจารย์เน้นเรื่องแกรมมาร์เพิ่มขึ้น เพราะเจอรูปแบบประโยค คำกริยาที่มากกว่าตอนเรียนสันสกฤต1-2 เว่ย โอ้โห บันเทิง สภาพคือต้องเตรียมมาจากบ้านนะ แล้วแปลสดคนละคาถาคนละวรรคให้อาจารย์ฟังในห้อง (เรื่องนโลปาขยานัม เป็น poem) แล้วเราต้องใช้คำแปลให้ถูกบริบทอ่า หนังสือก็เป็นภาษาอังกฤษอีก บางทีเจอศัพท์ที่เกี่ยวกับพืช ไม่ก็สัตว์ โอโห บรรลัยจ้า ต้องหาชื่อวิทยาศาสตร์กันอะ ค้นศัพท์ค้นแกรมมาร์กัน 3-4 เล่ม ก็สนุกดีไปอีกแบบ ซึ่งต้องเจออีกตัวตอนเทอม 2 นะฮะ
 
คะแนนมาจากการเข้าเรียนแล้วแปลในห้องเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีมิดเทอม ไฟนอลเป็นงานเทคโฮม สัดส่วนคะแนนไม่รู้ ไม่สน
อาจารย์เฮฮา สาระประเด็นนี่เพียบ ชอบเม้ามอยคลาสอื่นให้ฟัง อาจจะไล่จี้ไล่บี้ให้แปล ให้วิเคราะแกรมมาร์ วิเคราะห์รากคำบ้าง แต่ชินแล้วไง
วิชานี้เปิดเฉพาะเทอม 1 เท่านั้นแน่นอน
ประโยชน์-นอกจากจะเป็นวิชาพื้นฐานใช้แปล text อื่นแล้ว อาจารย์จะชอบแทรกวัฒนธรรมอินเดียให้เรารู้ด้วย ไม่ก็พวกเทพปกรณัม บางทีก็ลากไปเรื่องอินโดอารยัน อินโดยูโรเปียน บลาๆ
 
#Pali Reading 1 นี่ก็เป็นบังคับเอก เรียนกัน 3 คนอีกแหละ เราแปลชาดกกัน สไตล์เดียวกันกับวิชาที่แล้วเลย แปลในห้อง คนละประโยค ใครเจอยาวก็ซวย เจอสั้นก็ยิ้ม คลาสนี้อาจารย์เน้นเรื่องสนธิจ้า รูปแบบประโยคแปลกๆ ไรงี้
 
คะแนนมาจากสอบนั่นแหละ บางครั้งก๋มีแบบฝึกหัด มีมิดเทอม ไฟนอลก็เป็นงานเทคโฮม สัดส่วนคะแนนไม่รู้จริงๆ
อาจารย์จริงจัง ตรงต่อเวลามากกกกกกก เวลาแปล สังเกตจากเสียงได้ ถ้าแปลผิดเมื่อไหร่ก็จะบอก "หูยยย คุณชัชคะ" "หูยยยยยยยยย อุ๊ย ตายแล้ว" เอาจริงๆก็มีหลุดตลก หัวเราะบ้าง เฮฮากันไป
วิชานี้เปิดเฉพาะเทอม 1 เท่านั้น
 
#Hindi read/writ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า อ่าน/เขียนภาษาฮินดี คลาสนี้แบ่งเป็นครึ่งๆอะ ครึ่งแรกเน้นการอ่านบทความเป็นเรื่องคล้ายๆ นิยาย ซึ่งมันดีมากกกกก เจอสำนวนใหม่ๆ ศัพท์ใหม่ๆ ได้ฝึกการสร้างประโยค ส่วนครึ่งหลังเป็นเรื่องการเขียน ก็ฝึกเขียนบทความ กับจดหมาย
 
คะแนนมาจากงานที่อาจารย์สั่งเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีมิดเทอม ไฟนอลเป็นงานเทคโฮม สัดส่วนคะแนนการอ่าน 50 การเขียน 50 แล้วแบ่งไปตามจำนวนงาน
อาจารย์กันเอง ชวนเรียนนอกสถานที่บ้าง ไปกินข้าวบ้าง ชงชาอินเดียไรงี้ 555 เม้าเรื่องคนอินเดียในด้านดีนะ ให้ฟังตลอด ได้มุมมองชีวิตใหม่ๆ (นี่แหละคือกำไร) อาจเป็นเพราะเรียนคนเดียวด้วยล่ะมั้ง แถมเวลาคุยกับเราก็ยิงคำถามมาเป็นภาษาฮินดีตลอด นี่เลยได้ฝึกบ้าง
อยากเรียนวิชานี้ก็ต้องไปคุยขอให้อาจารย์เปิดให้ (เอกเราออกจาก on-demand เกร๋ๆ)
ประโยชน์-วิชานี้เห็นผลที่ชัดคือตัวเองแต่งประโยคภาษาฮินดีอะไรได้ดีขึ้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะที่จะต้องเรียงลำดับประโยค แต่ก็เห็นภาพชัดมากขึ้น
 
#Hindi Lit History อันนี้จะเรียนเกี่ยววิวัฒนาการของวรรณกรรมภาษาฮินดี รวมถึงกวีคนสำคัญ การแบ่งยุควรรณกรรม แนวคิดหลักในสังคม ข้อถกเถียงของนักวิชาการ ทั้งจากนักวิชาการยุโรปและอินเดีย บลาๆ ไรงี้
 
คะแนนก็แล้วงานเลย บางทีก็เป็นการสอบปากเปล่า เขียนส่งบ้าง
อาจารย์คนเดียวกันกับวิชา Hindi read/writ
 
#German Beginner 1 อันนี้มะงุมมะหงามาลง ไม่ได้มีพื้นมาก่อน ลงแบบพร้อมตาย อาจเพราะอาจารย์สนับสนุนกับเพื่อนชวน เลยลง ก็เรียนตั้งแต่เริ่มจริงๆ อา เบ เซ เด ... แต่ไปเร็วโคตรๆ ศัพท์โคตรเยอะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ ถ้าหายไปคาบนึง กลับมาจะอ๊องเลย ก็เรียน ประโยคทั่วไป แนะนำตัว สั่งเครื่องดื่ม นับเลข โทรศัพท์ บอกทิศ บอกตำแหน่ง ไรงี้ แกรมมาร์ก็อยู่แค่ nominative accusative dative conjugation preteritum (sein, haben) เรียนกันเยอะด้วย แบบเต็มเซคอะ
 
คะแนนมาจากหลายงาน คาบแรกอีนี่ไม่เข้า เลยจำไม่ได้ ก็มี การบ้านบ้างบางครั้ง ดิคเทชัน 6 ครั้ง มีสอบพูดสนทนากับเพื่อนในห้องดับจิต มีสอบย่อย กลางภาค แล้วก็ไฟนอล
โชคดีมากที่ไม่เจอตัวแม่ อาจารย์ที่สอนเป็นผู้หญิง อัธยาศัยน่ารักมากกกกกกกก สอนตามโรงเรียนทั่วไป (เป็นอาจารย์มหาลัย) ทุ่มเท ตั้งใจสอนจนสัมผัสได้เลย สอนสนุก ทำเรื่องน่าเบื่อให้ไม่น่าเบื่อได้ มีปฏิสัมพันธ์กับนิสิตตลอด กิจกรรมก็มีบ้าง เลยไม่เบื่อ สอนสนุกไม่เครียด แซวนิสิตตลอด
วิชานี้เปิดตอนเทอม 1 นะเท่าที่เห็น มี 2 เซค แต่ละเซคเต็มหมด คนเยอะ ต่างคณะก็มาเยอะ
ประโยชน์-แหม ภาษาเยอรมัน ก็ภาษามั้ยล่ะ
 
#Grammar system วิชานี้ตั่้งใจลง ต้องโดนของภาษาศาสตร์บ้าง พอลงจริง ปึ้ง! โหหหห นี่มันอะไรวะเนี่ย เนื้อหาเยอะดี ลงตัวนี้มึงคุ้มอะ ครึ่งแรกเป็น morphology ครึ่งหลังเป็น syntax /grammatical relation ส่วนตัวแล้ว นี่คือวิชาที่พีคสุดเครียดสุดในเทอมนี้ (ต่อให้อาจารย์จะพูดว่าไม่ต้องเครียดก็ตาม) รู้สึกว่ามันแน่นมากกก เพราะเอา 2 เรื่องมาบวกกัน แต่เห็นบอกว่าจะแบ่งออกเป็น 2 วิชาแล้วเป็น grammar system กับ sentence structure ชีทสวยงามมากกกกก พาวเวอร์พอยท์ก็เคลียร์ ดูง่าย แต่ไม่ค่อยละเอียด (เหมือนให้เลคเชอร์ในห้องเอา)
 
คะแนนมาจากกลางภาค ไฟนอล จะมีงาน 2 งานคือเปเปอร์ภาคทฤษฎี กับวิเคราะห์ข้อมูลในห้องเลย
อาจารย์ที่สอนก็เป็นตัวแม่ไงคะ แน่นมากกกก รู้เลยว่านางเมพจริง ใจดีมากกกกกกกกก ยิ้มแย้มแจ่มใส สายเม้ามอย อธิบายละเอียดยิบ ชิวๆ แต่ต้องเตือนว่า ฟังดูชิวๆ ฟังในห้องเข้าใจ แต่ต้องกลับมาทบมวน ไม่งั้นพังตอนสอบจริงๆ (เป็นมาแล้ว)
วิชานี้เปิดตอนเทอมไหน ไม่รู้ดิ
ประโยชน์-วิชานี้ช่วยให้เข้าภาษามากขึ้นจริงๆ ที่แจ่มสุดคือไปช่วยความเข้าใจภาษาฮินดีนี่แหละ
 
#Sound system คือวิชาที่ชอบที่ซู้ดดดดดดดดดดดดดดด เพราะอาจารย์สอนตามคอร์สซิลลาบัสเป๊ะๆๆ แต่ต้องอ่านไปก่อนเรียน ไม่งั้นดำน้ำในห้องก็งงได้ มีวิทยากรมาบรรยายเพิ่มบ้าง เรียน 2 เรื่องหลักคือ phonetics เรียนอยู่ประมาณ 3 วีค ที่เหลือก็เป็น phonology ส่วนตัวคิดว่านี่เป็นวิชาเรื่องเสียงที่ค่อนข้างสนุกนะ แถมอาจารย์พยายาม apply เข้ากับปกติชีวิตตลอด เช่นตอนที่มีเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ก็มีประเด็นเรื่องเสียงนาสิก กับ spectogram จากที่โง่เสียงก็รู้เรื่องเสียงกับเค้าได้บ้างเพราะวิชานี้เลย มีกิจกรรมในห้องทำกับเพื่อนด้วยบ่อยๆ คำเตือนวิชานี้คือ ต้องระวังอาจารย์จะเอามุกเกรียนๆ มุกเนิร์ดๆ มาให้ดู แล้วนายจะขำไม่ออก "นิสิตไม่ตลกหรอ 'จารย์ว่ามันตลกมากเลยนะฮ้าบ"
 
อนึ่ง วิชานี้ต้องพูดถึงเพื่อนร่วมห้องด้วย เพราะได้เจอเพื่อนพีคๆ เฉยเลย คลาสนี้น่าเรียนก็เพราะเพื่อร่วมห้องที่มาจากต่างคณะนี่แหละ จากครุ บัญชี วิศวะ สัตว ประมาณ 10 คนได้ ช่วยกันติวก็เลยเฮฮากันเอง ประมาณว่าจบคลาส อ้าว รู้จักกันหมดเฉยเลย
 
คะแนนมาจากกลางภาค ไฟนอล  จะมีงานการบ้านเล็กน้อย
อาจารย์ที่สอนก็ใจดี สอนจริงจัง หยอดมุกไม่พร่ำเพรื่อ ไปรวดเร็ว ทำเวลาดีตลอด  สไลด์ก็ประเสริฐสุด ออกสอบก็อยู่สไลด์นั่นแหละ
วิชานี้เปิดตอนเทอมไหน ไม่รู้ดิ
ประโยชน์-วิชานี้เปิดโลกเรื่องเสียง เนื้อหาลึกก็จริงแต่เข้าใจง่าย สไตล์การสอนช่วยด้วยแหละ
 
เทอมนี้ก็โชคดีอย่างคือได้เจอแต่วิชาที่น่าเรียน แต่บางวิชาก็ยังไม่อินบ้าง เข้าไม่ถึงบ้าง แต่ก็เพอร์เฟคท์อะ โดยเฉพาะภาษาศาสตร์ ^^

 

edit @ 16 Jan 2017 21:07:50 by Ben Rookie kun

edit @ 26 Jun 2017 08:28:15 by Ben Rookie kun

ถ้าจะให้เดานะ คิดว่าหลายคนยังไม่รู้จัก ภาษาบาลีและสันสกฤต (อาจจะได้ยินชื่อมาบ้างแหละ อย่างนั้นวิชาภาษาไทย) 

บางคนที่รู้จักแล้ว ก็ยังงงว่า อักษรศาสตร์ จุฬาฯ มีเอกใช่มะ? แล้วเรียนไป จบแล้วทำงานอะไร?

 

ถ้าได้อ่าน Ep ก่อนหน้านี้ก็จะรู้ว่า จขบ. เป็นแค่คนที่เคยบวชเณรมาหลายปีแล้วยื่นคะแนนรอบรับตรงของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ติดเฉยๆ 

แล้วทำไมเลือก เอกภาษาบาลีและสันสกฤต จุฬาฯ ล่ะ ที่นั่นสอนอะไรบ้าง?

 

เอ้อ นั่นดิ!?!

 

เอางี้ ยังมีคนมาถามบ่อยๆเลยว่า "บาลีกับสันสกฤต นี่ภาษาเดียวกันรึป่าว?"

มันก็ตอบยากนะ คือสองภาษานี้ร่วมรากกันคือ Indo-European ถ้าใช้พระเวทเป็นหลักในการดูภาษาแล้ว แถบอินเดียตอนเหนือจะเห็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ สันสกฤต กับภาษาอื่นนอกจากสันสกฤตที่เรียกว่า ปรากฤต บาลีก็จัดอยู่ในกลุ่มปรากฤตด้วย ที่กล้าจัดบาลีอยู่ในกลุ่มปรากฤตก็เพราะมีความเหมือนกันหลายอย่าง โดยเฉพาะแกรมมาร์  (ถ้าแถบทางใต้จะเป็นกลุ่ม ดราวิเดียน) เพราะงั้นเลยคิดว่า ถ้าสอบบาลียื่นเข้าอักษรฯมาได้ สันสกฤตก็ไม่ได้ยากอะไรเลย 

 

เรียนบาลีสันสกฤตแล้ว จบไปทำงานอะไร?

อันนี้ปัญหาโลกแตก ฮ่าๆๆๆๆ มันก็เหมือนกันทุกเอกแหละ คืออักษรศาสตร์ไม่ได้สายงานที่มันเจาะจงอยู่แล้ว จริงปะ? เราจะจบอะไร ก็เป็นอักษรศาสตรบัณฑิตเหมือนกัน ซึ่งงานที่รองรับด้านนี้กว้างมากกกกกกกกกกกกก มากถึงมากที่สุด เป็นดารา แอร์โฮสเตส ยันนักการเมืองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ภาครัฐ เอกชน ติวเตอร์ อาจารย์ ธุรกิจส่วนตัว นักเขียนหนังสือ ไกด์ และอีกมากมาย โอ้ย ลิสต์ไม่หมดหรอก 

ทีนี้ เอกบาลีสันสกฤต ซึ่งเรียนภาษาที่(แทบ)ไม่มีคนใช้พูดแล้ว จะไปทำงานอะไร ยังไง? อย่างที่บอก 

 

Ep SPL เบน x ชื่อ x ใคร?

posted on 09 Apr 2016 07:56 by pirulha

ตอนแรกว่าจะไม่เขียนเอนทรีนี้นะ แต่คิดว่า เห้ย จำเป็นว่ะ (กลัวจะรบกวนคนอื่นไง)

 

คืองี้ครับ ตอนแรกที่เขียนบล็อกนี้ ตั้งใจว่าจะให้เป็นบล็อกแชร์ประสบการณ์สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ใครบังเอิญมาเจอ ไรงี่้ 

ปรากฏว่า เฮ้ย เสียงตอบรับเงียบเหมือนเดิม :P (เดี๋ยวๆๆ แต่คือมีเสียงซุบซิบๆพูดถึงบ้างนอกจอ แสดงว่าบล็อกนี้ก็เป็นประโยชน์นี่หว่า)

ก็เคยเขียนไปทีนึงแล้วว่า "ไม่แคร์สแตท ไม่แคร์คอมเมนท์ เขียนเอามัน" 

 

ทีนี้ครับ เหตุการณ์สำคัญก็มาถึง เมื่อคณะอักษรศาสตร์มีงานเปิดบ้าน (Open House) 2015 มีน้องคนนึงเดินถามหา "พี่เบน" ตั้งแต่ใต้ตึกมหาจักรฯ ประเด็นคือ ไม่มีใครรู้จัก "เบน เอกบาลีสันสกฤต" 

อีกทีก็เกิดขึ้น Twitter ครับ มีน้องคนนึง Ask ถามทวิตที่เพื่อนปีเดียวกันนี่แหละ ถามว่า "พี่รู้จักพี่เบน เอกบาลีสันฯ มั้ยคะ? เค้าน่าจะอยู่ปี 2 เหมือนพี่" เพื่อนก็ตอบว่า เพื่อนรุ่นเดียวกันเอกบาลีสันฯ 2 คน คนที่พี่รู้จักไม่ได้ชื่อนั้น

 

ก็แน่ล่ะ จขบ.ไม่ได้ชื่อ เบน เลย 555555555

"เบน" ผมเอาไว้เป็นตัวละครแทนตัวเองในบล็อกเฉยๆ แต่บังเอิญไปซ้ำกับเพื่อนในคณะ ฮ่าๆๆๆๆ 

จริงๆแล้ว คำว่า เบน มาจาก Benakr ครับ (อ่านว่าอะไรก็ไม่รู้) ชื่อนี้เคยใช้ในเฟซบุคด้วย แต่ปัจจุบันโดนเพื่อนรีพอร์ตแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

งั้นบอกเลยละกัน  

จขบ.ชื่อ โยชิ นะครับ (เพื่อนมันจะเรียกว่า โยช มหา หลวงพ่อ โญฌ อะไรก็ตามสบายเลย)

ตอนนี้กำลังเรียนปี 2 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาบาลีและสันสกฤต 

 

ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ ;)

edit @ 23 Jun 2017 22:28:55 by Ben Rookie kun